Can't find topic? find here

Adsense

Tuesday, November 20, 2012

Sekigahara battle memorial




ภูเขา โมโมคุบาริ เป็นสถานที่ๆโตตุกาว่า อิเอยาสุได้ตั้งฐานที่นี่เป็นที่แรกในการเตรียมตัวรบในสมรภูมิเซกิงาฮาระ ไปทางตะวันออกของสถานที่นี้อีกนิดหนึ่งก็จะถึงสนามรบเซกิงาฮาระ




จุดตั้งค่ายของอิเอยาสุ มองไปไกลๆที่ราบนั่นคือสนามรบเซกิงาฮาระ

 การรบเริ่มที่ทางซ้ายมือของถนนของภาพนี้ พื้นที่ไกลๆที่อยู่ทางขวาของภาพคือที่ๆกองกำลังชิมาสุ โยชิฮิโระตั้งฐานใว้และภูเขาที่อยู่ไกลๆของภาพคือภูเขาอิบูกิ


ทางไป ไคเซ็นชิ(開戦地) หรือที่ๆการรบเริ่มต้นซึ่งอยู่ทางซ้ายไกลๆของภาพนี้

เสาหลักนี้สร้างใว้เป็นสัญลักษณ์ว่า การประจันบานกันเกิดขึ้นอยู่ตรงนี้




เครดิต
http://photoguide.jp/pix/thumbnails.php?album=455

Saturday, April 21, 2012

Beyonnet infantry's bestfriend




ใน การทำสงครามอาวุธหลายชนิดหลายรูปแบบถูกสร้างมาเพื่อจุดประสงค์เดียวกันคือ การเข่นฆ่าฝ่ายตรงข้ามให้ได้ หลายคนอาจจะนึกถึงปืนไรเฟิลอัตโนมัติ ปืนลูกซอง ปืนซุ่มยิงระยะ หรืออาจจะนึกถึงปืนกลเบายิงกระสุนได้เป็นสาย  บางคนอาจจะนึกไปถึงเครื่องยิงจรวด ขีปนาวุธพิสัยไกล หรือยุทโธปกรณ์หนักๆทั้งหลายที่สามารถเข่นฆ่าฝ่ายตรงข้ามจากระยะไกลๆได้ แต่หลายคนเคยนึกถึงอาวุธชนิดนึงหรือเปล่าที่เป็นอาวุธที่โบราณแบบสุดๆแต่มัน ไม่เคยหายไปจากสมรภูมิรบบนโลกใบนี้สักที   ใช่แล้วครับ ผมกำลังพูดถึง มีด  หรือถ้าให้ตรงกับกระทู้นี้ก็คงจะต้องเรียกว่า ดาบปลายปืน 
เจ้าดาบปลายปืนหรือที่พวกฝรั่งมังค่าชอบเรียกขานกันว่า "Bayonet" นั้นถูกคาดกันว่ามีการริเริ่มใช้กันในยุโรปราวๆสมัยคริสต์ศตวรรษที่17ครับ เพราะปืนคาบศิลาที่ถูกผลิตออกมาใช้ในยุโรปช่วงแรกๆนั้นจะยังไม่มีการติดตั้งอาวุธมีคมเช่นดาบปลายปืนเอาไว้ที่ปลายกระบอกครับ

ซึ่ง "ดาบปลายปืน" นั้นนักประวัติศาสตร์หลายคนเชื่อว่ามันมีต้นกำเนิดมาจากเมือง "Bayonne" ที่อยู่ทางตอนใต้ของดินแดนน้ำหอมฝรั่งเศสครับ โดยบันทึกหลาย แห่งกล่าวกันว่าเรื่องของเรื่องมาจากการที่ผู้คนส่วนใหญ่ในเมืองนั้นซึ่ง เป็นชนกลุ่มน้อยที่ถูกเรียกกันว่า "Basques" ได้เกิดภาวะขาดแคลน "ดินปืน" แล "กระสุนดินดำ" ที่จะนำมาใช้กับปืนคาบศิลาของตนเอง

ดังนั้นพวกเขา จึงได้นำเอาอาวุธมีคมจำพวก "มีดล่าสัตว์" มาดัดแปลงแลติดตั้งเอาไว้บริเวณปลายกระบอกปืนคาบศิลาเพื่อจะได้สามารถนำปืน ของตนเองมาใช้ในการรบในระยะประชิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ (แต่ก่อนเวลากระสุนหมดแล้วจวนตัวหยิบดาบไม่ทันจริงๆ พวกทหาร Musket ก็มักจะเอาปืนมาฟาดใส่กันแบบกระบองครับ -_-") จนต่อมาวัฒนธรรมการติดดาบไว้ที่ปลายปืนจึงเริ่มแพร่หลายไปทั่วกองทัพของ ฝรั่งเศสแลยังต่อเนื่องไปถึงประเทศในแถบยุโรปนั่นเองครับ

รูปดาบปลายปืนในของทหารฝรั่งเศษในยุคแรกๆ


โดยเหตุผลหนึ่งที่ทำให้วัฒนธรรมการติดดาบปลายปืนนี้แพร่หลายไปอย่างรวดเร็วก็เพราะว่าในสมัยก่อนนั้นปืนที่บรรดาทหารเขาใช้กันจะเป็น "ปืนคาบศิลา" ครับ ซึ่งไอ้เจ้าปืนคาบศิลาเนี่ยมันจะมีกลไกการทำงานไม่เหมือนปืนในสมัยนี้ เพราะการจะยิงออกมาได้แต่ละนัดนั้นจำเป็นต้องใช้เวลาในการบรรจุนานพอสมควร ยิ่งสมัยที่พวกทหารยุโรปยังใช้ระบบกลไกของปืนคาบศิลาแบบ "ฟรินทซ์ล็อค" หรือ "วีลล็อค" ซึ่งมีความยุ่งยากพอสมควร เพราะทหารจำต้องยัดลูกกระสุนพร้อมกระดาษชนวนไปที่ปากกระบอกก่อนจะเทดินปืนกรอกตามลงไปแล้วนำเหล็กยาวๆมาแยงๆๆจึงจะยิงออกมาได้

แม้ ต่อมาจะได้มีการพัฒนามาใช้ "แก๊ป" ซึ่งบรรจุทุกอย่างไว้ในซองเดียวกันครบเซ็ท โดยทหารทำเพียงแค่กัดฉีกตรงปากซองแล้ว ยัดๆๆ แยงๆๆก็สามารถลั่นไกยิงได้ แต่ยังไงก็ตามการบรรจุกระสุนทุกรูปแบบก็ล้วนต้องเสียเวลาในการเตรียมยิงแต่ ละครั้งนานพอสมควร นั่นจึงเป็นช่องทางให้ "ทหารม้า" ของข้าศึกมีโอกาสพุ่งเข้าชาร์จใส่แถวทหารปืนคาบศิลาจนแตกกระบวน เลยทำให้ สมัยก่อนเวลารบกันด้วยปืนในยุคแรกๆนั้น "กองพลปืนคาบศิลา" จึงจำเป็นต้องมีทหารราบติดอาวุธยาวจำพวก "หอก" คอยคุ้มกันไปด้วยเพื่อปกป้องกำลังพลของผ่ายตนเองจากทหารม้าของข้าศึกนั่นเอง ครับ

(..รูปดาบปลายปืนที่นิยมใช้กันในช่วงปลายยุคคริสต์ศตรวรรษ ที่19 ซึ่งเป็นสมัยที่พวก "ผู้ดีตีนแดง" อังกฤษยังเป็นเจ้าโลกอยู่ โดยในยุคนี้ดาบปลายปืนจะเริ่มมีด้ามจับแบบมีดแล้วและใช้วิธีล็อคติดกับแกน ด้านล่างของปืน ต่างกับสมัยก่อนหน้าที่มักจะทำเป็นรูกลวงไว้ตรงปลายเพื่อเอาไว้สอดล็อคตรงลำ กล้องปืนครับ..)





 
ซึ่ง แม้ว่าเหล่าบรรดา "พลทหารหอก" นั้นจะสามารถต่อกรกับ "ทหารม้า" ได้ดีเยี่ยมแค่ไหนก็ตาม แต่สุดท้ายแล้ว "พลทหารราบติดหอก" ก็ยังเปรียบเสมือนเป้าชิ้นโตให้ "พลปืนคาาบศิลา" ของข้าศึกไล่สอยจนร่วงระเนระนาดอยู่ดี โดย  จะขอยกตัวอย่างง่ายๆในกรณีนี้คือถ้าเพื่อนๆท่านใดเคยเล่นเกมส์ "RPG" บ่อยๆคงจะรู้จักกับ "กฏการเป่ายิ้งฉุบ" ดีครับ กล่าวคือทหารราบมักจะแพ้ทหารม้าทหารม้าแพ้ทหารหอก ทหารหอกแพ้ทหารธนู ทหารธนูแพ้ทหารราบและทหารม้าเป็นต้นครับ

เข้า เรื่องกันต่อครับ ^_^ โดยเหตุผลหนึ่งที่พวก "ทหารหอกยาว" มักจะเสียเปรียบ "พลปืนคาบศิลา" นั้นมาจากการที่ในยุคดังกล่าว "เสื้อเกราะ" ที่สามารถทนทานต่ออำนาจการทะลุทะลวงของปืนคาบศิลาได้นั่นยังไม่ค่อยจะมีครับ ส่วนเกราะแบบที่ทนทานต่ออำนาจของลูกปืนได้ก็ยังมีต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้าง สูงแลมีขนาดเทอะทะแลน้ำหนักมากจนไม่เหมาะกับการนำมาใช้งานในวงกว้างครับ

ดัง นั้นแนวคิดที่จะรวม "พลปืนคาบศิลา" กับ "พลหอก" เข้าด้วยกันจึงมาสำเร็จเอาได้เพราะเจ้า "ดาบปลายปืน"นี่แหละครับ ที่บรรดาทหารสามารถนำมันมาติดกับปืนคู่กายแลใช้เพื่อต่อกรกับม้าของข้าศึก ได้ (ประมาณคริสต์ศตวรรษที่18มีการพัฒนา "ดาบปลาบปืน" ให้มีลักษณะยาวขึ้นครับ โดยถึงแม้จะเกะกะแต่ก็เหมาะอย่างยิ่งในการรับมือกับทหารม้าของข้าศึก)

**รูปภาพแสดงถึงคุณประโยชน์ของ "ดาบปลายปืน" ที่สามารถช่วยปกป้อง "พลปืนคาบศิลา" จากบรรดาทหารม้าได้**


โดยยุทธวิธีการรบด้วย "ปืนคาบศิลา" ในสมัยก่อนนั้นล้วนมีการใช้แนวคิดในการจัดแถวแลสลับสับเปลี่ยนรูปขบวนอยู่มากมายหลากหลายแบบครับ โดยเหตุผลนั้นก็ตามที่ผมได้กล่าวไปแล้วข้างต้นก็คือการบรรจุลูกกระสุนแต่ละครั้งนั้นค่อนข้างใช้เวลานานแถมกระสุนที่ยิงออกไปก็ยังเอาแน่เอานอนหาความแม่นยำไม่ค่อยจะได้ ดังนั้นการจัดทัพแลรูปขบวนการยิงให้เหมาะสมอย่างถูกจังหวะแลเวลาจึงเป็นตัวชี้วัดผลของการรบในครั้งนั้นได้เลย

ซึ่ง โดยส่วนมากแล้วบรรดาประเทศแถบยุโรปในช่วงเวลาดังกล่าวก็มักใช้วิธีจัดทัพพล ปืนแบบ "ทรงจัตุรัส" หรือ "สี่เหลี่ยมผืนผ้าตอนลึก" ครับ ซึ่งมีหลักปฏิบัติอย่างง่ายๆดังนี้คือพอทหารแถวแรกยิงเสร็จปุ๊ป!(ถ้ายังไม่ ตายซะก่อนนะ -_-") ก็จะรีบวิ่งวนไปต่อท้ายแถวด้านหลังสุดของขบวนทันทีก่อนจะเปิดโอกาสให้แถวต่อ ไปได้ยิงทันที แลทหารทุกแถวก็จะทำเช่นนี้กล่าวคือพอยิงเสร็จก็รีบวิ่งวนไปด้านหลังเพื่อ บรรจุกระสุน ซึ่งกว่าที่ทุกแถวจะยิงจนเสร็จทหารแถวแรกที่วิ่งไปต่อท้ายก่อนใครเพื่อนนั้น ก็จะบรรจุกระสุนเสร็จแลพร้อมยิงต่อทันทีโดยไม่ติดขัดครับ

แต่ตาม ปรกติแล้วมักจะมีเหตุให้ไม่สามารถกระทำเช่นนี้ได้ตลอดเวลาครับ เช่นกองทหารถูก "ทหารม้า" ข้าศึกวิ่งชาร์จเข้าใส่ ถูกทหารข้าศึกตีกระหนาบจากอีกด้านหนึ่ง โดนซุ่มโจมตีระหว่างเดินทัพ หรือต้องทำการรบในช่วงที่ยังจัดรูปกระบวนไม่เสร็จเป็นต้น ดังนั้นภาระจึงตกไปเป็นของนายทหารซึ่งมีหน้าที่สั่งการ ที่ต้องใช้ความเฉลียวฉลาดของตนเองมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในการจัดรูปกระบวนของ ปืนคาบศิลาครับ อาทิเช่นถ้าถูกทหารม้าล้อมกรอบก็ต้องรีบจัดแถวขบวนเป็นวงกลมเพื่อที่บรรดา ทหารจะได้สามารถยิงใส่ข้าศึกในทิศทาง360องศาเป็นต้นครับ

**รูปภาพแสดงถึงวิธีการบรรจุ "แก๊ป" ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทำให้การบรรจุลูกกระสุนของปืนคาบศิลามีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้นครับ**

โดยจำนวนของแถวในรูปกระบวนต่างๆของทหารปืนในยุคนั้น (คริสต์ศตวรรษที่18-ต้นคริสต์ศตวรรษ19) มักจะมีหลายแบบครับเช่น10แถวบ้าง15แถวบ้างอะไรเทือกนี้ครับ เพียงแต่มันจะมีอยู่ประเทศหนึ่งที่ "ทะลึ่ง" มาแปลกกว่าชาวบ้านชาวช่องเขานั่นก็คือพวก "ผู้ดีตีนแดงแห่งเกาะอังกฤษ" ครับ โดยพลปืนของกองทัพอังกฤษสมัยนั้นมักจะจัดรูปขบวนการยิงแค่สองถึงสามแถวเป็นแนวยาว(แถวหน้านั่งยองแถวหลังยืน) หรือถ้าต้องทำการรบด้วยกำลังพลในคราวละมากๆก็มักจะจัดแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ไม่เน้นความลึกแลใช้ทหารมากมายก่ายกองเหมือนประเทศอื่นๆเขา

สาเหตุ นั้นก็เพราะชาวอังกฤษถือดีว่าทหารแต่ละคนของตนนั้นล้วนเป็น "ทหารอาชีพ" ซึ่งมีฝีไม้ลายมือมิใช่ขี้ๆ ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่แปลกหรอกครับที่ชาวอังกฤษจะสามารถโอ้อวดแบบนี้ได้ เพราะทหารราบอังกฤษในสมัยก่อนนั้นจำเป็นต้องฝึกหนักมากกว่าที่จะออกรบจริง ได้ จริง นั่นจึงทำให้พวกเขาสามารถใช้เวลาในการบรรจุกระสุนได้อย่างรวดเร็วมากกว่า ทหารทั่วไป ดังนั้นการจัดแถวแค่สองหรือสามแถวจึงเพียงพอต่อรูปแบบการยิงแล้ว (แต่ความถือดีเช่นนี้พอมาเจอพวกกองโจรชาวอาณานิคมมะริกันในการรบเพื่อประกาศ อิสรภาพที่อเมริกา กองทหารเสื้อแดงของอังกฤษก็ต้องแพ้ร่นไม่เป็นท่าเหมือนกันครับ)

(..ภาพการจำลองรูปแบบการตั้งแถวยิงของบรรดาทหารอังกฤษหรือ "เรดโค๊ท" ในสมัยก่อนครับ..)



โดยดาบปลายปืนนั้นเป็นที่นิยมเรื่อยมากระทั่งเมื่อถึงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่2 (ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1945เป็นต้นมา) ในยุคนี้อาวุธประจำกายของทหารราบนั้นสามารถที่จะทำการเล็งยิงได้แบบอัตโนมัติแล้วอีกทั้งยังมีประสิทธิภาพ ระยะยิง แลความแม่นยำที่เชื่อใจได้มากแลใช้เวลาไม่นานในการบรรจุกระสุน

นั่นจึงทำให้บทบาทของ "ดาบปลายปืน" จึงเริ่มลดน้อยถดถอยลงไปตามลำดับ โดยดาบปลายปืนสมัยนี้จะถูกลดขนาดลงมาจนกลายสภาพมาเป็นมีดพกของทหารที่สามารถนำมาติดไว้ที่กระบอกปืนด้วยอุปกรณ์เสริมมากกว่าครับ

(..รูปภาพของเจ้า "OKC-3S" หรือมีดพก "M9" ของทหารมะริกัน ที่ถูกพัฒนาโดยเหล่าคอหนัง "นาวิกโยธิน" เพื่อนำมาใช้ติดตั้งกับปืนไรเฟิลประจำกายครับ..)
 
ซึ่ง ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้ดาบปลายปืนจะถูกลดขนาดลงแต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะ ไร้คุณค่าในการสงครามที่เน้นในเรื่องเทคโนโลยีการยิงระยะไกลเข้ามาแทนการรบ พุ่งแบบประจัญบานในสมัยก่อนแต่มันก็ยังคงถูกบรรจุอยู่ในอุปกรณ์ทหารขึ้นพื้น ฐานของทหารทั่วโลกครับ



ใน สนามที่มีสภาพเป็นเกาะแก่งหรือพุ่มไม้แบบในสงครามโลกครั้งที่สอง ( รบกับญี่ปุ่น ) ดาบปลายปืนมีความสำคัญมากเป็นอันดับต้นๆเพราะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าทหาร ญี่ปุ่นจะบุกเข้ามาพุ่งชารต์ตอนไหน
 

Saturday, February 18, 2012

10 most terrible humen experience camp

อันดับ 10 : Stanford Prison Experiment

การ ทดสอบคุกสแตนฟอร์ดเป็นการทดสอบทางจิตวิทยา เพื่อการศึกษาการตอบสนองของมนุษญ์เมื่อถูกจับกุมและผลกระทบต่อพฤติกรรมเจ้าหน้าที่และผู้ต้องขังในเรือนจำ

การทดลองดำเนินการในปี 1971 โดยนักจิตวิทยา "ฟิลิป ซิมบาโด (Philip Zimbardo)" ของมหาลัยสแตนฟอร์ดมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยให้อาสาสมัครเป็นนักศึกษาทั้งหมด 20 คน มาเล่นบทนักโทษและผู้คุม(ทั้งหมดไม่รู้จักกันมาก่อน)ในคุกจำลองในชั้นใต้ดิน ของอาคารจิตวิทยาสแตนฟอร์ด 8 คนที่ถูกสุ่มจะได้เป็นผู้คุมจะได้ชุดฟอร์มและอุปกรณ์ครบมือ อีก 12 คนที่เหลือเป็นนักโทษ ซึ่งไม่มีสิทธิในฐานะความเป็นมนุษย์ใดๆทั้งสิ้น แล้วกำหนดเงื่อนไขสถานการณ์ต่างๆเข้าไประหว่างการทดลอง เพื่อให้ฝ่ายผู้คุมได้ใช้อำนาจของตนและให้ฝ่ายนักโทษปฏิบัติตาม (โดยห้ามใช้ความรุนแรงใดๆทั้งสิ้น หากใช้ความรุนแรงจะถูกตัดออกจากการทดลองทันที และจะไม่ได้เงินค่าจ้าง)

โดย ตอนแรกกะว่าจะทดลองสองสัปดาห์ แต่ปรากฏว่าล้มเหลวต้องหยุดกลางคันเพียงหกวันเท่านั้น เนื่องจากบทบาทของอาสาสมัครเกินขอบเขตที่จะคาดการณ์ได้และนำไปสู่สถานการณ์ ที่อันตรายและมีผลกระทบทางจิตใจ ตอนเริ่มต้นการทดลองพวกเขายังยิ้มแย้มหยอกล้อเล่นหัวกันแบบเพื่อน แต่เมื่อการทดลองนี้ดำเนินไปเรื่อยๆ ปรากฏว่าอาสาสมัครแต่ละคนแต่ละฝ่าย ค่อยๆอินกับบทบาทสมมติของตนมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาเริ่มทะเลาะกัน กลั่นแกล้งกัน ทำร้ายกันไปมา แล้วในที่สุดพวกเขาก็กลายเป็นผู้คุมจอมโหดและนักโทษเดนตายไปได้จริงๆ หนึ่งในสามของผู้คุมกลายเป็นคนที่มีนิสัยโหดร้ายทารุณชอบทรมานนัก โทษ(จำลอง)หลายคนจนบอบช้ำ และสองคนถูกตัดจากการทดลอง(บางแห่งระบุว่าเพราะสองคนนั้นตาย) ทำให้การทดลองนี้ล้มเหลวในที่สุด

 
อันดับ 9 : The Monster Study

"The Monster Study" เป็นการทดสอบการพูดติดอ่างของเด็ก โดยใช้เด็กกำพร้า 22 คน (อายุ 5-15) ในเมืองดาเวนพอร์ท รัฐไอโอวา ปี1939 ดำเนินการโดย"จอห์นสัน (Wendell Johnson)" แห่งมหาลัยไอโอวา จอห์นสันเลือกหนึ่งในนักศึกษาระดับบัณฑิตของเขา แมรี่ ทิวเดอร์(Mary Tudor)มาร่วมดำเนินการทดสอบและวิจัยดูแลเด็กกับด้วย 
สำหรับ วิธีการทดลองจอห์นสันจะแบ่งเด็กเป็นสองกลุ่ม เด็กกลุ่มหนึ่งจะได้รับฟังแต่คำพูดที่ดีคำพูดสรรเสริญในแง่บวก เด็กอีกกลุ่มได้รับฟังแต่ถ้อยคำที่หยาบช้า ทับถม ติเตียนแง่ลบ ผลการทดลองพบว่า เด็กที่ฟังแต่คำชมสามารถพูดคล่องแคล่วและพูดจาสุภาพ แต่ปัญหาของการทดลองนี้คือกลุ่มที่ 2 ที่เป็นกลุ่มเด็กที่ฟังด้วยคำพูดในแง่ลบ มีปัญหาทางจิต ดื้อ เก็บกด ไม่ค่อยกับคนอื่น สร้างโลกส่วนตัว ชอบพูดติดอ่าง และส่งผลกระทบต่อการใช้ภาษาไปชั่วระยะหนึ่ง การทดลองนี้ทำให้จอห์นสันเสื่อมเสียชื่อเสียงเป็นอย่างมากและสังคมเริ่มตื่น ตัวกับการทดลองนี้เทียบเท่ากับการทดลองมนุษย์ของพวกนาซีในสงครามโลกครั้งที่ 2 จนมหาลัยไอโอวาต้องออกมาขอโทษต่อสาธารณะชนในการทดลอง The Monster Study ในปี 2001 (และจ่ายเงินค่าเสียหายแก่เด็กกำพร้า 6 คน เป็นจำนวนถึง 920,000 ดอลลาร์) 



อันดับ 8 : Project 4.1

รัฐบาล สหรัฐได้มีโครงการเกี่ยวกับการศึกษาการแพทย์ โดยการนำประชาชนจำนวนหนึ่งไปปล่อยบนเกาะมาร์แชล (Marshalls) เพื่อสัมผัสกัมมันตภาพรังสีที่ออกมาจากของเสียในเหตุการณ์ Castle Bravo ที่เกาะบิกีนี่ เมื่อ 1 มีนาคม 1954 ซึ่งเกาะแห่งนี้ได้รับปริมาณรังสีนี้ในปริมาณมากกว่าที่คาดคิด ผู้ทดลองได้รับกัมมันตภาพรังสีปริมาณหนึ่งๆอย่างต่อเนื่อง และเมื่อสิ้นสุดโครงการ ก็สังเกตผลกระทบ ระยะแรกผู้เข้าร่วมโครงการยังปกติอยู่หากแต่อีกไม่กี่ปีต่อมา ผลกระทบก็ตามมา เช่น การแท้งบุตร มะเร็งต่อมไทรอยด์ เด็กที่เกิดมาพร้อมความผิดปกติต่าง ฯลฯ จนโครงการนี้ได้ถูกประณามจากผู้เชี่ยวชาญว่า “พวกเขาถูกใช้เป็นหนูตะเภาทดสอบรังสี”



อันดับ 7 : Project MKULTRA
"โครง การเอ็มเคอัลทรา" หรืออีกชื่อหนึ่งว่า "CIA mind-control research program" เป็นการทดลองลับๆ ที่หน่วยข่าวกรองกลางและสืบราชการลับของสหรัฐ หรือที่เรารู้จักกันดีในนามของ"ซีไอเอ" พยายามปิดบังซ่อนเร้นไม่ให้ประชาชนรู้

โครงการเอ็มเคอัลทราเป็นการศึกษาและทดลอง "การควบคุมพฤติกรรมมนุษย์" โดยใช้สารเคมีและสารชีวภาพ เพื่อนำมาดัดแปลงใช้ทำอาวุธสงครามแรกเริ่มเดิมทีนั้น ซีไอเอไม่ได้คิดจะสร้างอาวุธชนิดนี้ พวกเขาเพียงแต่กลัวว่าประเทศที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสหรัฐจะใช้อาวุธเคมีและ ชีวภาพในการทำสงคราม พวกเขาจึงต้องทำการศึกษาเตรียมไว้ก่อนเพื่อจะได้ป้องกันและแก้ไขแก่ สถานการณ์ภายภาคหน้าเอาไว้ การทดลองนี้เกิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950 และต่อเนื่องจนถึงปี 1960

มี ข่าวลื่อต่างๆนาๆเกี่ยวกับการทดลองนี้ว่าโครงการนี้ใช้ยาหลายประเภทรวม ทั้งวิธีการต่างๆ มาทดลองกับคนทดลองเพื่อเปลี่ยนแปลงจิตใจและสมองโดยไม่สนจะเต็มใจหรือไม่ สำหรับวิธีการทดลองพวกนักวิทยาศาสตร์ผู้เข้าร่วมโครงการนี้ การทดลองในช่วงแรกนั้นทำขึ้นที่ศูนย์บำบัดผู้ติดยาเสพติด เล็กซิงตัน (Lexington Rehabillitation Center) ซึ่งปัจจุบันก็คือสถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติ (National Institute of Mental Health) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นนักโทษอาสาสมัครคดียาเสพติดนักโทษเหล่านี้จะต้อง เซ็นชื่อยินยอม อนุญาตให้นำสารเสพติดเข้าสู่ร่างกายของพวกเขาได้ จากนั้นพวกเขาก็ได้รับสารเสพติดชนิดเดียวกับที่พวกเขาแต่ละคนติด

ต่อมาก็มีทดลองโดยฉีดยาหลอนประสาท LSD (Lysergic acid diethylamide) ให้กับลูกจ้าง CIA, ทหาร, แพทย์, ข้าราชการ, โสเภณี, ผู้ป่วยจิตเวช และบุคคลทั่วไปจำนวนหนึ่งซึ่งมีหลายระดับชนชั้นตั้งแต่อาชญากรชั้นต่ำไปจน ถึงระดับไฮโซ มีทั้งคนอเมริกันและคนต่างชาติ เพื่อศึกษาฤทธิ์ของยา LSD ซึ่งคนที่ทดลองบางคนก็ยินยอม บางคนไม่ได้รับเนื้อหาการทดลอง และบางคนไม่ยอมให้ตนเองมาทดลองกับโครงการนี้ แต่กระนั้นบรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลและวุฒิสมาชิกต่างก็พากัน ปฏิเสธกันให้พัลวันว่าไม่มีการทดลองที่ผิดศีลธรรมและจรรยาดังกล่าว ในปี 1973 CIA ถูกสั่ง ให้ทำลายไฟล์ทั้งหมด ทำให้เอกสารเกี่ยวกับโครงการนี้ถูกทำลายเผาไหม้ไปด้วย ทำให้ไม่มีหลักฐานว่ามีการทดลองนี้เกิดขึ้นจริงใน CIA



อันดับ 6 : The Aversion Project
"โครงการ แห่ง ความเกลียดชัง" เป็นการทดลองของหน่วยงานตามนโยบาย การแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้ ที่บังคับนำทหารรักร่วมเพศผิวขาว (เลสเบี้ย นและเกย์) มาทำการทดลอง "เปลี่ยนเพศ" (The Aversion Project) ซึ่งดำเนินตั้งแต่ปี 1970 และ 1980 โดยใช้สารเคมีที่มีผลทำให้หมดความรู้สึกทางเพศและเป็นหมัน (chemical castration) ใช้กระแสไฟฟ้าช็อต ปรับฮอร์โมน และอื่นๆ

การทดลองทางแพทย์ที่ผิดจรรยาบรรณนี้ไม่มีตัวเลขผู้ทดลองที่แน่นอน แต่ก็มีการประเมินว่าผู้ทดลองมีมากถึง 900 คนที่ถูกบังคับให้เปลี่ยนเพศ และอาจมีการดำเนินการระหว่าง 1971 และ 1989 ที่โรงพยาบาลทหารซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการลับสุดยอด ผลกระทบต่อการทดลองนี้คือคนที่โดนทดลองกลายเป็นอาการทางจิต ไม่สามารถหายจากการติดยาเสพย์ติดได้ ต้องบำบัดอาการช็อกความเกลียดชังเรื่องเพศของตัวเอง และการรักษาฮอร์โมนและอื่นๆ



อันดับ 5 : North Korean Experimentation

มี รายงานจำนวนมากเกี่ยวกับการทดลองในมนุษย์ในค่ายกักกันของเกาหลีเหนือ รายงานฉบับนี้แสดงให้เห็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง และการทดลองนั้นคล้ายกับการทดลองมนุษย์ของนาซีและญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลก ครั้งที่สองไม่มีผิด แต่กระนั้นข้อกล่าวหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนเหล่านี้ถูกปฏิเสธทั้งหมดโดย รัฐบาลเกาหลีเหนือ

อดีตนักโทษเกาหลีเหนือที่สามารถหลบหนีไปยังต่างประเทศได้บอกว่า นักโทษที่ค่ายกักกันเกาหลีเหนือถูกทดลองมนุษย์เสมือนพวกเขาเป็นสัตว์ไม่ใช้ คน และวิธีการทดลองนั้นสยดสยอง พวกเขายกตัวอย่างว่า 50 นักโทษหญิงที่สุขภาพดีจะถูกคัดเลือกและได้ถูกบังคับกินใบกะหล่ำปลีที่เต็มไป ด้วยพิษร้ายแรง (หากนักโทษไม่กินจะโดนซ้อมทั้งตัวนักโทษและครอบครัว) หลังจากที่ได้กินใบกระหล่ำปลีนักโทษจะส่งเสียงกรีดร้องและทุกข์ทรมาน หลังจากนั้น 20 นาทีต่อมาพวกเขาทั้งหมดอาเจียนเป็นเลือดออกทางปากและทางทวารหนัก ก่อนที่จะตายอย่างน่าสงสาร

ควอน ฮยอก (Kwon Hyok) อดีตผู้คุมหัวหน้ารักษาความปลอดภัยที่แคมป์ 22 บอกว่าพวกเขาจะมีห้องปฏิบัติการหลายห้องสำหรับทดลองก๊าซพิษ การสำลักอากาศ และการทดลองเลือด ซึ่งจะเลือก 3 ใน 4 คนหรือทั้งครอบครัวมาทดลอง หลังจากระยะการตรวจสอบต่างๆ พวกเขาจะถูกส่งไปยังห้องรมก๊าซ แพทย์จะฉีดยาพิษเข้าสู่ทดลองและพวกเขาก็มองผ่านกระจก มองดูคนทดลองตายอย่างช้าๆ อดีตผู้คุมอ้างว่าเขาได้เห็น 2 ครอบครัว พ่อ แม่ และลูกสาวตายจากการสำลักก๊าซ และผู้ปกครองอีกคนพยายามช่วยเด็กด้วยการเป่าปากให้กันไปตราบเท่าพวกเขายังคง มีลมหายใจอยู่



อันดับ 4 : Poison laboratory of the Soviets

ห้อง ปฏิบัติการพิษของหน่วยลับโซเวียต เป็นการทดลองวิจัยเกี่ยวกับสารพิษต่างๆ ที่พัฒนาในสถานที่หน่วยงานตำรวจลับของโซเวียตภายใต้การนำของ Pavel Sudoplatov โดยโซเวียตทดสอบสารพิษร้ายแรงชนิดต่างๆ กับนักโทษจากคุก Gulag โดยการสูด ดม กิน ดื่ม ที่มีส่วนผสมสารพิษ เช่นก๊าซมัสตาร์ด ไรซิน เป็นสารพิษที่อาจอยู่ในรูปของฝุ่นผง ละอองหรือเป็นเม็ด ไดจิท็อกซิน และยาพิษอื่นๆ อีกหลายขนาน เป้าหมายของการทดสอบเพื่อหาสารพิษที่ไม่มีรส ไม่มีกลิ่น ไม่มีสี ส่งผลให้เหยื่อการทดลองมีร่างกายเปลี่ยนไป และบางรายตายภายในสิบห้านาที



อันดับ 3 : Tuskegee Syphilis Study

ค.ศ.1972 เกิดข่าวเสื่อมเสียเกี่ยวกับการทดลองศึกษาโรคซิฟิลิสในอเมริกา เรียกว่า Tuskegee Syphilis Study ซึ่งดำเนินการมา ตั้งแต่ ค.ศ.1932 -1972 ระยะเวลานานถึง 40 ปี ใน Tuskegee เมืองชนบทในมลรัฐอลาบามา โดย U.S. Public Health Service (PHS) ของอเมริกาที่ต้องการศึกษาการเจริญเติบโตของโรคซิฟิลิส เพื่อเข้าใจโรคที่ยังไม่มียารักษา

โดยการทดลองนี้คือการการฉีดยาให้แก่ผู้ทดลองที่เป็นคนผิวดำกว่า 412 คน(ชุดแรก) ในย่านอาศัยแถวนั้น โดยคนผิวดำส่วนใหญ่ไม่รู้หนังสือและยากจน จากนั้นก็ศึกษาวิจัยการดำเนินโรคซิฟิลิสตามธรรมชาติในคน โดยที่ผู้โชคร้ายเหล่านี้เข้าใจว่าตนกำลังได้รับการรักษาจากรัฐ โดยไม่เคยมีใครบอกให้รู้ว่าเป็นโรคอะไร และจะไม่ได้รับการแจ้งว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และไม่ได้รับการรักษาใดๆเลย มีการทำหัตถการหลายอย่างเพียงเพื่อการศึกษาวิจัย เช่น การเจาะหลังเพื่อนำน้ำไขสันหลังไปตรวจ เป็นต้น

ตอนแรกการทดลองวางกำหนดการณ์ไว้ที่ไม่กี่เดือน แต่การวิจัยครั้งนี้กลับดำเนินการต่อเนื่องถึง 40 ปี ส่งผลให้ผู้ถูกทดลองรอดชีวิตเพียงประมาณ 70 คนจากทดลอง (ไม่รวมผู้ที่ติดเชื้อจากการทดลองนี้) แล้วสิ่งที่ได้คือวงการแพทย์ได้ศึกษาเกี่ยวกับซิฟิลิสอย่างละเอียด นิวยอร์ก ไทม์ ได้ประนามการทดลองนี้ว่า "เป็นการทดลองที่ไม่มีการให้ยารักษา ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของวงการแพทย์" เป็นการทดลองที่ไม่มีความจำเป็นอะไรเลย อีกทั้งโรคนี้มียารักษามานานแล้ว เห็นได้ว่าเป็นการเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น และมีการกระจายภาระไม่เป็นธรรมโดยเลือกแต่ชาวผิวดำในพื้นที่ยากจน ส่งผลให้ประธานาธิบดีแถลงขอโทษต่อผู้เข้าร่วมโครงการที่ยังมีชีวิตอยู่ และเสนอให้ดูแลชดใช้ความเสียหายอันเกิดจากโครงการวิจัย ในปี ค.ศ. 1997 ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ ได้เข้าทำเนียบขาวเพื่อรับฟังคำกล่าวขออภัยจากประธานาธิบดีคลินตัน นำไปสู่การออกกฎหมายควบคุมดูแลการวิจัยในประเทศสหรัฐอเมริกา (National Research Act)



อันดับ 2 : Unit 731

                       ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อันเป็นที่มาของการก่อตั้งหน่วยปฏิบัติการ 731 ด้วยเหตุว่าเมื่อเกิดสงครามเป้าหมายคือชัยชนะ ทั้งสองฝ่ายต่างงัดเล่ห์เพทุบายมาใช้โดยไม่คำนึงถึงศีลธรรมหรือความชอบธรรม ใดๆ และสิ่งหนึ่งที่ถือว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวเป็นอย่างยิ่งคือการใช้สารพิษและ อาวุธชีวภาพ หรือพูดง่ายๆว่าอาวุธเชื้อโรคเพื่อทำลายพลเมืองทีละเป็นแสนคน จนเป็นเรื่องฉาวโฉ่ที่สุดในอาชญากรรมสงครามของญี่ปุ่น

"หน่วย ปฏิบัติการ 731" (1937-1947) เป็นชื่อหน่วยปฏิบัติการทางการแพทย์ของญี่ปุ่น ภายใต้การควบคุมกำกับโดยนายแพทย์ อิชิอิ ชิโร (Shiro Ishii) การทดลองนี้มีวัตถุประสงค์ในการสร้างพัฒนาอาวุธเชื้อโรคเพื่อใช้ในสงคราม อย่างมีประสิทธิภาพ และการทดลองนี้จำเป็นที่ต้องใช้มนุษย์เป็นๆในการทดลองจำนวนมาก หน่วยนี้ได้ถูกส่งมายังประเทศจีนและเลือกเมืองฮาร์ปินเป็นที่ตั้ง และปกปิดชื่อโครงการโดยใช้ชื่อ “หน่วยงานพิเศษเพื่อการศึกษาภูมิคุ้มกันและการบำบัดน้ำเสีย” จากนั้นนายทหารผู้ช่วยให้ตระเวนจับชาวจีนหรือรัสเซียผู้โชคร้ายมายังห้อง ปฏิบัติการ เพื่อทดลองมนุษย์ตัวเป็นๆ

การทดลองของโครงการ นี้มีหลายอย่าง เช่น การผ่ามนุษย์โดยไม่ใช้ยาสลบ การใส่สารพิษที่คิดค้นมาใหม่ลงไปในอาหารและน้ำดื่ม เพื่อฆ่าประชาชนทีละมากๆ การบังคับให้หญิงสาวร่วมเพศกับชายที่ป่วยเป็นโรคซิฟิลิสนับสิบคน เพื่อศึกษาการพัฒนาเชื่อซิฟิลิสที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ การฉีดเลือดสัตว์ที่มีเชื่อเข้าร่างกายมนุษย์ที่ถูกจับมาเป็นเหยื่อ เพื่อดูผลการแพร่เชื้อในมนุษย์เป็นๆ การจับเหยื่อห้อยหัวลงจนกว่าจะตาย เพื่อทดสอบความทนในการเอาชีวิตรอด การจับเหยื่อเข้าไปในห้องทดลอง และอัดความดันหรือดูดอากาศออกจนร่างระเบิดเละ การจับมนุษย์เปลือยร่างแช่ในน้ำอุณหภูมิติดลบ การตัดเอาชิ้นส่วนมนุษย์ออก เช่น ตัดกระเพาะออกจากนั้นนำลำไส้ต่อตรงมาที่หลอดอาหารเพื่อดูว่ามนุษย์ไม่มี กระเพาะอาหารจะมีชีวิต อยู่ได้หรือไม่ การตัดแขนขาและนำต่อใหม่ด้วยการสลับข้าง ฯลฯ ซากของเหยื่อผู้ เคราะห์ร้ายจะถูกโยนเข้าไปในเตาเผาด้านหลังของหน่วยปฏิบัติการ สิ่งเหล่านี้คือภารกิจของหน่วยปฏิบัติการ 731

สิ่ง ที่น่าตะหนกคือ หน่วยปฏิบัติการ 731 ได้เคยทดลองใช้อาวุธชีวภาพเพื่อฆ่ามนุษย์ทั้งในห้องปฏิบัติการและในสนามรบ ของประเทศจีนมากกว่า 2,700 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตล้มตายนับจำนวนไม่ได้ มีการลอบใส่สารพิษลงไปในน้ำดื่มและอาหารที่ประชาชนบริโภค การโปรยหมัดที่ติดเชื้อรุนแรงลงไปในเมืองใหญ่ๆ ปล่อยเชื้อไข้ไทฟอยด์ อหิวาห์ บิด ลงไปในน้ำดื่ม การใช้ก๊าซพิษฆ่าคนทีละมากๆ ในเวลาต่อมาเมื่อหน่วยถูกยุบ นายแพทย์อิชิอิ ชิโร ไม่ได้ถูกตัดสินหรือจำคุกในฐานะอาชญากรในสงครามใดๆทั้งสิ้น เขาเสียชีวิตลงเมื่ออายุ 67 โดยโรคมะเร็งลำคอ



อันดับ 1 : Nazi Experiments

การ ทดลองมนุษย์ของนาซีเป็นการทดลองมนุษย์ที่ใช้มนุษย์เป็นๆจำนวนมาก และสังเวยชีวิตกับการทดลองนี้มากเช่นกัน ใน "ค่ายเอาชวิตซ์" (Auschwitz) และดาเชา (Dachau) และที่ค่ายกักกันอื่นๆ ทั่วยุโรป นักโทษที่ส่วนใหญ่เป็นชาวยิวหรือชาวรัสเซียนั้นถูกพวกนาซีใช้เป็นหนูตะเภาใน การทดลองทางการแพทย์หลายอย่าง

ส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์ในการคิดค้นยา ละการหาวิธีการรักษาทหารเยอรมันจากโรคภัยและอันตรายที่เกิดขึ้นเนื่องๆใน ระหว่างสงคราม วัตถุประสงค์ทางการทหาร โดยได้รับเงินสนับสนุนจากกองกำลังทหารนาซี แพทย์เหล่านั้นมิใช่ถูกบังคับข่มขู่ แต่เป็นการกระหายใคร่รู้ในผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์โดยไม่มีเหตุผลไม่คำนึงถึง ศีลธรรมและไร้ซึ่งจรรยาบรรณ เมื่อคำพิพากษาหนึ่งเดียวสำหรับนักโทษชาวเยอรมัน เชลยชาวยิว โปแลนด์ เชค รัสเซีย ฯลฯ คือ "ไร้ค่า" แพทย์ในคราบสัตว์กระหายเลือดเฝ้ารอคำสั่งจากท่านผู้นำฮิตเลอร์ให้ใช้นักโทษ "ทดลอง" เพื่อความรุ่งเรืองของเยอรมนี

นักวิจัยที่มีชื่อเสียมากกว่าชื่อเสียงที่สุดก็คือ Dr.Sigmund Rascher เป็นผู้ควบคุมการทดลองในดาเชา และยังเป็นคนคิดค้นวิธีการทดลองแนวไซโคแบบต่างๆ เช่น การฉีดไข้มาเลียให้นักโทษที่มีร่างกายปกติดี (ประมาณ 1,100 ในค่ายคาเคา) เพื่อให้คนเหล่านั้นเป็นไข้ขึ้นมา แล้วจึงทดลองรักษาด้วยการใช้ยาชนิดต่างๆ เพื่อศึกษาผล ปรากฏว่า นักโทษหนูตะเภาและนักโทษอื่นๆที่ร่างกายอ่อนแอก็พลอยรับเชื้อติดต่อจากนัก โทษคนอื่นๆไปด้วย ทำให้มีนักโทษจำนวนไม่น้อยที่ต้องสังเวยชีวิตไปในการทดลองครั้งนี้

นอกจากนี้พวกนาซียังทดลองเรื่องสภาวะความกดดันอากาศลดต่ำโดยฉับ พลัน (Decompression) ซึ่งสภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อเครื่องบินถูกยิงในขณะบินในระดับสูงๆ อันทำให้ความกดดันอากาศในห้องนักบินที่ปรับไว้พอดีสำหรับร่างกายของมนุษย์ เกิดลดต่ำอย่างกะทันหัน นักโทษที่เป็นหนูตะเภาจะต้องถูกนำไปใส่ห้องที่ปรับความดันอากาศต่ำ และสังเกตอาการ ซึ่งอาการที่ปรากฏก็คือขาดออกซิเจนจนตัวเขียว หายใจเร็ว หนาว อาเจียน จนหมดสติ มีบันทึกของนักโทษคนหนึ่งในค่ายคาเคาที่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยในการทดลองนี้ ว่ามีนักโทษ 200 คนเข้ามาเป็นหนูทดลอง มีคนตาย 70-80 คน

การทดลองเพื่อหาวิธีช่วยชีวิตนักบินทหารอีกอย่าง คือการทดลองคนที่หนาวจนแข็ง เพราะนักบินอาจตกลงในน้ำทะเลที่เย็นจัด เมื่อช่วยนักบินขึ้นจากน้ำแล้วจะมีวิธีใดที่ทำให้ร่างกายของเขาอบอุ่นโดย เร็ว ดังนั้นนักโทษจึงถูกสวมชุดนักบิน แล้วนำไปแช่อ่างที่มีน้ำเย็นจัดจนเป็นน้ำแข็ง ให้หนาวจนถึงที่สุดแล้วนำไปให้ความอบอุ่นด้วยวิธีต่างๆ ถ้าไม่สำเร็จก็ตายไป นอกจากนี้ยังมีการทดลองเกี่ยวกับโรคทั่วไป เช่น วัณโรค เชื้อหนองที่ทำให้เป็นแผลอักเสบ ซึ่งกระทำโดยการฉีดเชื้อเหล่านี้ให้กับนักโทษเพื่อลองยา และที่น่าหดหู่ใจกว่านั้นก็คือ ท้ายที่สุดเหยื่อผู้รอดชีวิตทั้งหมดจะต้องถูกยิงตายในที่สุด แม้ว่าจะรอดจากการทดลองก็ตาม

การพยายามผ่ากะโหลกศีรษะของเหยื่อออกเป็นสองซีก ในขณะที่เหยื่อยังมีสติดีอยู่ ทั้งนี้ก็เพราะต้องการตรวจสอบระบบการทำงานของสมองมนุษย์ขณะที่ยังมีลมหายใจ นั่นเอง นักวิจัยที่มีชื่อเสียมากกว่าชื่อเสียงที่สุดอีกคนคือ ดร.โจเซฟ แม็งเกเล่ (Josef Mengele) ผู้ควบคุมการทดลองมนุษย์ในค่ายเอาชวิตซ์ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการตัดอวัยวะเพศหรืออวัยวะบางส่วนเพื่อการทดสอบ เรื่องยีน โดยไม่ใช้ยาสลบ การนำนักโทษหญิงมาทดลองต่อกระแสไฟฟ้าว่าชาร์ตสูงเพียงใดถึงจะมีชีวิต การเอานักโทษมาเอ็กซ์เรย์อวัยวะเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ โดยไม่สนใจว่าถ้าปล่อยกระแสไฟฟ้านานๆ จะทำให้อวัยวะนั้นถูกเผาไหม้ ฯลฯ

การทดลองปลูกถ่ายอวัยวะ โดยการผ่าตัดร่างกายของนักโทษคนหนึ่งเพื่อเปลี่ยนถ่ายให้กับอีกคน เหยื่อที่หมอโจเซฟชื้นชอบที่สุดคือฝาแฝดและคนแคระ มีฝาแฝดประมาณ 14 คู่ที่ต้องจบชีวิต โดยมือของ หมอโจเซฟ (รูปซ้ายล่างคือครอบครัว Ovitz ตระกูลนี้มีพี่น้อง 10 คน และ 7 คน เป็นคนแคระ ทั้ง 12 ชีวิตถูกจับส่งเข้าสู่ค่ายเอาชวิตซ์ เมื่อหมอโจเซฟพบครอบครัว Ovitz เขาคิดว่าพระเจ้าได้ประทานสิ่งหายากยิ่งให้แก่เขา 2 ใน 12เสียชีวิตในการทดลอง ที่เหลือโชคดีที่การทดลองยังไม่ทันจบเยอรมันก็แพ้สงครามก่อนจึงรอดชีวิตมา ได้

ไม่เพียงแต่แพทย์ชายเท่านั้น แพทย์หญิงก็ไม่เว้นที่จะทำการทดลองมนุษย์ด้วย แพทย์หญิงแฮร์ทา โอเบอร์ฮอยเซอร์ ( Dr. Herta Oberheuser ) หมอ แฮร์ทา ทำการทดลองเกี่ยวกับการรักษาบาดแผลที่เกิดจากสงคราม ซึ่งการทดลองของเธอคือการทำให้นักโทษเกิดบาดแผลต่างๆเพื่อให้เธอรักษา เช่น ผ่าร่างกายของเชลยให้เกิดบาดแผล แล้วใส่เศษดิน เศษไม้ใบหญ้า เศษกระจก เศษเหล็ก เป็นการจำลองแผลจากสงคราม จนอับแสบอย่างรุนแรง แล้วทำการรักษาด้วยตัวยาสูตรต่างๆ ส่วนบาดแผลไฟไหม้ เธอก็ทำเหมือนเช่นเดิน เธอจะกีดร่างกายเหยื่อแล้วใส่สาร Phosphorous ลงในแผล แล้วจุดไฟ จะเกิดการลุกไหม้ทำให้เกิดแผลไฟไหม้รุนแรง

สุดท้ายก่อนที่สงครามโลกจะยุติ หลักฐานทุกอย่างเกี่ยวกับการทดลองเหล่านี้ถูกทำลายไปภายในระยะเวลาอันแสน สั้น กลุ่มแพทย์นาซีที่มีเอี่ยวกับการทดลองมนุษย์ที่รอดชีวิตจากสงคราม ส่วนหนึ่งถูกพิจารณาคดีในฐานะอาชญากรสงคราม และอีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อย ได้กลับเข้ามาทำงานในแวดวงการศึกษาโดยมีทั้งที่ใช้ชื่อเดิมและชื่อใหม่ บางคนก็หลบหนีไปยังต่างประเทศและใช้ชีวิตจนหมดสิ้นอายุไข ทำให้เรื่องของการทดลองมนุษย์ของนาซีกลายเป็นเพียงแค่ฝันร้ายข้ามคืนของชาว โลกเพียงเท่านั้นเอง

ancient Alien

คุณเชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาวหรือเปล่า? ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีรายงานกว่า 100,000 รายงาน ในการพบจานบินหรือมนุษย์ต่างดาวจากทั่วโลก ซึ่งมีทั้งเรื่องจริงหรือไม่จริงบ้าง รวบรวมมาให้ ท่าน 10 เรื่องที่คิดว่าดังที่สุดแล้วสำหรับเรื่องของมนุษย์ต่างดาว เพื่อให้คุณพิจารณาว่ามนุษย์ ต่างดาวมีจริง!!


อับดับที่ 10 เทปวีดีโอผ่าตัดมนุษย์ต่างดาว

ใน ปี 1992 ผู้สร้างภาพยนต์เรย์ ซานติลี อ้างว่าได้ซื้อฟิล์มภาพยนต์ขนาด 16 มิลลิเมตร มีความยาวกว่า 91 นาที(ไม่เปิดเผยถึงราคาที่ซื้อมา) เป็น ฟิล์มภาพยนต์ที่เกี่ยวกับการผ่าตัดซากมนุษย์ต่างดาวหลังเหตุการณ์การตกที่รอ สเวลส์โดยซื้อมาจากช่างภาพของกองทัพ(ไม่เปิดเผยชื่อ)ที่ ถูก มอบหมายให้ทำการถ่ายภาพยนต์การผ่าศพมนุษย์ต่างดาวที่ Fort Worth, Texas เพื่อทำการถ่ายภาพยนตร์ จนกระทั่งในปี 1995 ภาพยนต์ชุดนี้ได้ถูกนำมาออกแสดง และเครือข่ายทีวีของ FOX นำภาพยนตร์ชุด นี้ออกอากาศในรายการ One-hour special ผลปรากฏว่ามีคนสนใจดูมากจนต้องมีการนำมาออกอากาศซ้ำอีกถึงสี่ครั้งหลังจาก นั้นทำให้มีการถ่ายถอดออกไปใน อังกฤษ , เยอรมัน ,ฮอลแลนด์ , บราซิล และอิตาลี

อับดับที่ 9 วงกลมประหลาดบนทุ่งหญ้า (Crop Circles)

ในช่วงปี 1980 เกิดเหตุการณ์ประหลาดคือประจักษ์ต่อชาวโลก ใน 29 ประเทศ ทั่วโลก คือเกิดวงกลมประหลาด หรือสัญลักษณ์ประหลาดที่ทุ่ง ข้าวสาลี ข้าวบาเล่ห์ ข้าว และอื่นๆ โดยจากรายงานการเกิด Crop Circles กว่า 10,000 ครั้ง พบว่าในช่วงปลายปี 1980 นั้น Crop Circles ส่วนใหญ่รูปแบบจะออกมาในลักษณะ เส้นตรงซึ่งจะออกมาคล้ายๆกับสัญลักษณ์ แต่ภายหลังจากปี 1990 รูปแบบของ Crop Circles จะซับซ้อนมาก จนแทบไม่เชื่อว่าเป็นฝีมือของ มนุษย์จะทำได้ นอกเสียจากจะเป็นมนุษย์ต่างดาว แล้วหาเป็นมนุษย์ต่างดาวจริง พวกเขาจะทำทำไม มันเป็นสัญลักษณ์บอกชาวโลกหรือ หรือว่าเป็น ที่จอดยานบิน หรือว่าเป็นการเล่นสนุก??

อับดับที่ 8 การชำแหละวัวในท้องทุ่ง (Cattle Mutilations)


9 มิถุนายน 2005 ได้เกิดปรากฏการณ์ประหลาดวัวตายอย่างลึกลับจำนวนมากในท้องทุ่งในประเทศสหรัฐ อเมริกาและบราซิลและแถบอื่นๆ ทั่วโลก โดย การตายลึกลับนี้แทบไม่เชื่อว่าเป็นฝีมือของมนุษย์จะสามารถทำได้ เพราะแต่ละพื้นที่วัวถูกฆ่าจำนวนมากโดยทั้งหมดนั้นลงมือเสร็จเพียงคืน เดียว โดยส่วนใหญ่ท้องของวัวเคราะห์ร้ายถูกเจาะเป็นรูขนาดใหญ่รูปไข่ ด้วยเครื่องมือบางอย่างและถูกทำให้ไหม้แต่ไม่ใช้เลเซอร์หรือมีด และไม่ มีเลือดไหลออกมาอวัยวะบางส่วนเช่น อวัยวะเพศ ลูกตาและเต้านมโดยเฉพาะลำไส้มักหายไป แต่ไม่มีร่องรอยการดิ้นรนเพื่อหนีความตายของวัว หรือแม้กระทั่งรอยเท้าในบริเวณที่มันตาย มีการศึกษาเพื่อไขปริศนาปรากฏการณ์นี้มีมานานแล้ว ในขณะที่มนุษย์มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า แต่ทว่าก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่ามันเกิดจากอะไร
อับดับที่ 7 การลักพาตัวเบตตี้และบาร์นีย์ ฮิลลส์ (betty and Barney Hil)

คือการลักพาตัวที่โด่งดังที่สุดและเป็นครั้งแรกที่ มนุษย์ต่างดาวลักพาตัวคนในโลก 19 กันยายน 1961 ขณะที่เบตตี้และบาร์นีย์ ฮิลลส์ สองสามีภรรยาขับรถผ่านแดนทะเลทรายของรัฐนิวแฮมเชียร์ จู่ๆ ก็มีจานบินแล่นขวางหน้า และบังคับให้สองสามีภรรยาคู่นี้หยุดรถ สิ่ง มีชีวิตในยานนั้นมีอยู่ 5 คน(ตัว) สูง 5 ฟุต ตาโต ไม่มีจมูก และผิวหนังสีเทา เมื่อคนพวกนี้มาใกล้ สองสามีภรรยาก็รู้สึกเหมือนสะกดจิต ทั้งคู่ ถูกนำตัวเข้าไปในยานและถูกตรวจสอบทางกายภาพ มนุษย์ต่างดาวเหล่านั้นสอบถามสองสามีภรรยาโดยใช้พลังจิต แต่เมื่อเขาพูดกันเองก็พูด ด้วยภาษาแปลกประหลาด จาก นั้นสองสามีก็ถูกลบความทรงจำ และถูกปล่อยตัวออกมา ซึ่งภายหลังสองสามีภรรยาคู่นี้ถูกสะกดจิต ทั้งคู่ก็เล่าเหตุการณ์นี้อย่างละเอียด จน เป็นเรื่องน่าสนใจอย่างมาก จนต้องออกโทรทัศน์รายการพิเศษในปี 1975
อับดับที่ 6 จานบินตกที่รอสเวลล์

ในปี ค.ศ.1948 เมืองรอสเวลล์ เกิดเหตุการณ์วัตถุบินลึกลับตกในพื้นที่ทะเลทรายของชาวเมืองนาม แม็ค บราเซิล วัตถุชิ้นตกและชิ้นส่วนตก กระจัดกระจายเป็นวงกว้าง ไม่นานหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ทางการก็มาถึงและเก็บวัตถุในพื้นที่ที่เกิด เหตุจนหมด ซึ่งผลจากการตรวจสอบตอนแรก บอกว่าวัตถุที่ตกลงมานั้นเป็นวัตถุที่ไม่เคยมีอยู่ในโลก และแต่ละชิ้นโลหะมีคุณสมบัติแปลกประหลาด แต่ถึงอย่างไรเพราะอะไรไม่ทราบสาเหตุ ภายหลังทางการดันกลับคำให้การบอกว่าวัตถุที่ตกลงมาเมืองรอสเวลล์นั้นคือ บอลลูนตรวจสภาพอากาศ? ทำไมต้องกลับคำผลการตรวจสอบ?? แล้ววัตถุบินลึกลับนั้นเป็นจานบินหรือไม่? ไม่มีใครทราบได้ แม้ว่าเหตุการณ์จะล่วงเลยมานานหลายสิบปีแล้ว ก็ตามแต่หลายๆ ฝ่ายยังหวังว่าทางการสหรัฐจะเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้
อับดับที่ 5 แอเรีย 51 (Area 51) คงคุ้นๆกันดีครับกับ พื้นที่นี่้

พื้นที่ แห่งนี้ตั้งอยู่ในกลางทะเลทรายทางตอน ใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย เนวาด้า และอริโซน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี1958 เป็น พื้นที่ที่ลึกลับที่สุดเพราะเป็นเขตหวงห้ามไม่ให้คนนอกเข้าและมีการ รักษาความปลอดภัยสูงสุด แม้ทางการสหรัฐจะบอกว่าพื้นที่นี้เป็นเพียง สถาน ที่ทดสอบอาวุธหรือเครื่องบินรบใหม่ของสหรัฐ แต่มีหลายคนบอกว่าอาจเป็นฐานทัพของมนุษย์ต่างดาวหรือไม่ก็สถานที่ติดต่อกับ มนุษย์ต่างดาว นั่นก็อาจจะเป็นเพราะมีคนจำนวนมาก อ้างว่าได้เห็นวัตถุบินลึกลับหรือ UFO (Unidentified Flying Object) บินอยู่เหนือบริเวณนั้นบ่อยครั้งจน หลายคนสงสัยว่าบริเวณพื้นที่ 51 นั้นต้องมีอะไรมากกว่าสถานที่ซ้อมรบเครื่องบินรบ แน่นอน
อับดับที่ 4 เมื่อมนุษย์ต่างดาวเป็นฆาตกร

วัน ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2491 รัฐเคนตักกี้ อเมริกา เรืออากาศเอก โธมัส แมนเทลล์ จูเนียร์ ได้ขับเครื่องบินซี 118 แถวน่านฟ้าของเมืองแมรีส์วิลล์ เพื่อไป ตรวจสอบการพบเห็น UFO ส่องแสงขนาดใหญ่ และเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ และเงียบเชียบข้ามท้องฟ้า ซึ่งทางฐานทัพก็จับสัญญาณมันได้เช่นกัน แมนเทลล์ขับแล้วไปเจอ UFO ลำนั้นทันที เขารายงานวัตถุนั้นต่อศูนย์เป็นระยะในการติดตาม “พระเจ้า! มันน่ามหัศจรรย์ มันอยู่เหนือผมพอดี และมันใหญ่โตมโหฬารมาก มันดูเหมือนโลหะรูปกลมใหญ่มาก ผมกำลังพยายามไปให้ถึงมัน มันกำลังบินสูง มันเริ่มบินสูง.... พระเจ้า! มันน่า มหัศจรรย์มาก! มันเริ่มร้อน มันร้อน ร้อนมากทีเดียว ผมทำไม่...”จากนั้นสัญญาณก็ถูกตัด เวลาต่อมา มีการพบซากเครื่องบินและศพของเรืออากาศเอกแมนเทลล์ มีรายงานว่าซากเครื่องบินมีรูและรอยขีดข่วนจากความร้อนสูง เหมือนกับว่า เครื่องบินถูกทำลายจากรังสีบางอย่าง ปัจจุบันการตายของแมนเทลล์ยังเป็นปริศนาต่อไป ว่าสิ่งที่เขาพบนั้นคือ UFO จริงหรือไม่?
อับดับที่ 3 การระเบิดที่ไซบีเรีย

เมื่อ วันที่ 30 มิถุนายน 1908 มีการระเบิดอย่างรุนแรงเกิดขึ้นที่ไซบีเรีย เป็นแรงระเบิดที่รุนแรงกว่าฮิโรชิม่าถึง 10 เท่าดังไปค่อนโลก มีบางคน บอกว่า ตนเองได้เห็นแสงไฟและเห็นควันรูปเห็ด อย่างไรก็ตามผลสุดท้ายสาเหตุการระเบิด ไม่มีใครทราบแน่ชัด ในปี 1927 นักวิทยาศาสตร์ชาวโซเวียต ได้ออกทำการสำรวจและพบบริเวณที่เกิดการระเบิดนั้น ซึ่งกินบริเวณกว้างขวางถึง 800 ตารางไมล์ จากการลงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ แรงระเบิดนั้น ไม่ใช่เพราะอุกกาบาตแน่ มีบางคนบอกว่ามันอาจเป็นดาวหาง อาจเป็นเสี้ยวหนึ่งของหลุมดำ หรือ อาจเป็นแสงเลเซอร์จากดวงดาวอื่นก็ได้ อเล็กซานเดอร์ คาซานท์เซฟ วิศวกรด้านอาวุธของรัสเซียลงความเห็นว่า มันเป็นพวกยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาว ซึ่งขณะบินทำการสำรวจโลก ตกลงมา และเกิดระเบิดขึ้น
อับดับที่ 2 เด็กจากโลกอื่น
ใน เดือนสิงหาคม 1887 ในสเปน มีเด็กสองคน ซึ่งมีผิวหนังสีเขียวเป็นมันวาว และมีดวงตารีเฉียง เดินออกมาจากถ้ำแห่งหนึ่ง เด็กสองคนนั้นสวม เสื้อผ้าที่ทำจากวัตถุประหลาด และพูดภาษาประหลาดที่ผู้เชี่ยวชาญภาษาจากบาร์เซโลนาไม่เข้าใจ และไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นภาษาอะไร เด็กที่เป็น ผู้ชายตายก่อน ส่วนเด็กผู้หญิงยังอยู่ต่อมาและหัดพูดภาษาสเปนได้จนคล่องเธอเล่าว่าเธอถูกนำ มาจากดินแดนแห่งหนึ่งซึ่งมีแต่ยามสนธยามี พระอาทิตย์ขึ้น และถูกหอบมาทิ้งไว้ที่ถ้ำนั่น ดิน แดนที่ว่านั้น เป็นดินแดนของดาวอีกดวงหนึ่งใช่หรือไม่ หรือว่าพวกเธอถูกส่งตัวมายังโลกด้วย ยาวอวกาศหรือเปล่า หรือมาจากมิติที่สี่ก็เป็นได้
อับดับที่ 1 เครื่องบิน 1000 ปี

จาก จำนวนวัตถุลึกลับเกี่ยวกับจานบิน ชิ้นนี้ดังที่สุด ซึ่งถูกพบในโคลัมเบีย อเมริกาใต้ มีอายุมากกว่า 1000 ปี มีลักษณะเหมือนเครื่องบินเจ็ท ปีกเป็น รูป สามเหลี่ยมของยุคปัจจุบัน มีที่นั่งนักบินอยู่ตรงส่วนหัวและมีหางเหมือนเครื่องบินปัจจุบันด้วย ซึ่งแน่นอนชาวพื้นเมืองในโคลัมเบียคงไม่สามารถ สร้างเครื่องบินนี้แน่ โดยเฉพาะเมื่อ 1000 ปีก่อน อาจ เป็นไปได้ว่ามนุษย์ต่างดาวได้เดินทางมาถึงอเมริกาใต้ ในยานอวกาศใต้ ในยานอวกาศที่มีรูปร่างเหมือนเครื่องบินเจ็ทตั้งแต่เมื่อ 1000 ปีมาแล้ว และคงสร้างยานลำนี้ไว้เป็นที่ระลึก


เครดิต
http://board.postjung.com/576075.html

Monday, December 19, 2011

Boer War (South African War (1899-1902)


Boers: บัวร์
เป็นชื่อของประชาชนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในแอฟริกาเป็นครั้ง แรก ส่วนใหญ่เป็นลูกหลานพวกฮิวเกอโนต์ (Huguenots) หรือดัทช์ และลูกหลานต่อมาของคนกลุ่มนี้ถูกเรียกว่า "Afrikaners" มาตั้งถิ่นฐานครั้งแรกที่แหลมกู้ด โฮบ (Cape of Good Hope) ค.ศ.1652 ในนามบริษัทอินเดียตะวันออกของดัทช์ (Dutch East India Company) จนต่อมาเมื่ออังกฤษเข้ายึดครองดินแดนแถบนี้ใน ค.ศ.1815 พวกบัวร์พยายามต่อต้านอังกฤษระหว่างสงครามบัวร์ ค.ศ.1899-1902 ในที่สุดถูกรวมเข้ากับสหภาพแอฟริกาใต้

Boer War (South African War (1899-1902): สงครามบัวร์ (พ.ศ.2442-2445)
เป็น สงครามระหว่างพวกบัวร์ในออเรนจ์ ฟรี สเตท (Orange Free State) และสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ (South Afriacan Republic: Transvaal) กับอังกฤษ มีสาเหตุจากการแย่งเขตแดนในแอฟริกาใต้ จนถึงเมื่อมีการค้นพบทองคำในทรานสวาล (ค.ศ.1836) ทำให้อังกฤษพยายามปกป้องคนในบังคับของตน ฝ่ายบัวร์ก็ต้องการปกป้องที่ดินของตน จึงออกฎหมายต่อต้านชาวต่างประเทศ เปิดฉากทำสงครามกับอังกฤษวันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ.1899 พวกบัวร์ได้เปรียบในตอนแรก แต่พอถึง ค.ศ.1900 อังกฤษปรับปรุงกองทัพใหม่นำโดย ลอร์ด เอช คิทเชนเนอร์ (Lord H. Kichener) ขับไล่กองทัพสาธารณรัฐแอฟริกันที่มีผู้นำ คือครูเกอร์ (P.Kruger) จนเขาต้องหนีไปยุโรปใน ค.ศ.1900 อังกฤษผนวกทรานสวาล แต่ก็ต้องต่อสู้กับสงครามกองโจรต่อมาถึง ค.ศ.1902 ในที่สุดตกลงทำสนธิสัญญาเวอร์เรียนไนจิง (Treaty of Vereeniging) วันที่ 31 พฤษภาคม ค.ศ.1902 พวกบัวร์ยอมอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ แลกกับการได้มีสภาผู้แทนในอนาคต กับต้องต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามส่วนหนึ่งด้วย


โบอานั้่นเกิดขึ้นครั้งแรก

The Boer Wars (known in Afrikaans as Vryheidsoorloë (lit. "freedom wars")) were two wars fought between the British Empire and the two independent Boer republics, the Oranje Vrijstaat (Orange Free State) and the Republiek van Transvaal (Transvaal Republic).

Contents

 [hide

[edit] First Anglo-Boer War

The First Anglo-Boer War (1880–1881), was a rebellion of Boers (farmers) against British rule in the Transvaal that re-established their independence. The conflict occurred against the backdrop of the Pretoria government becoming increasingly ineffective at dealing with growing claims on South African land from rival interests within the country.

[edit] Second Anglo-Boer War

The Second War (1899–1902), by contrast, was a lengthy war—involving large numbers of troops from many British possessions, which ended with the conversion of the Boer republics into British colonies (with a promise of limited zelf-bestuur). These colonies later formed part of the Union of South Africa. The British fought directly against the Transvaal and the Oranje Vrijstaat, defeating their forces first in open warfare and then in a long and bitter guerrilla campaign. British losses were high due to both disease and combat. The policies of "scorched earth" and civilian internment in concentration camps (adopted by the British to prevent support for the farmers/Boer commando campaign) ravaged the civilian populations in the Transvaal and the Oranje Vrijstaat.

[edit] Controversy and significance


Boer women and children in a British concentration camp.

Lizzie van Zyl who died in the Bloemfontein concentration camp.

The burning of a Boer farm.
During the later stages of the Second Boer War, the British pursued the policy of rounding up and isolating the Boer civilian population in concentration camps, one of the earliest uses of this method by modern powers. The wives and children of Boer guerrillas were sent to these camps, which had poor hygiene and little food. Many of the children in these camps died, as did some of the adults.[citation needed] This attracted hostility from, in particular, the German Empire.[citation needed]
This led to a change in approach to foreign policy from Britain, which now set about looking for more allies. To this end, the 1902 treaty with Japan in particular was a sign that the British Empire feared attack on its Far Eastern empire and saw this alliance as an opportunity to strengthen its stance in the Far East. This war led to a change from "splendid isolation" policy to a policy that involved looking for allies and improving world relations[citation needed]. Later treaties with France ("Entente cordiale") and Russia, caused partially by the controversy surrounding the Boer War, were major factors in dictating how the battle lines were drawn during World War I.[citation needed]
The Boer War also had other significance. The Army Medical Corps discovered that 80% of men presenting for service were physically unfit to fight.[citation needed] This was the first time in which the government was forced to take notice of how unhealthy the British population was.[citation needed] This strengthened the call for the liberal reforms of the first decade of the twentieth century.[citation needed]
A British journalist, WT Stead, wrote: "Every one of these children who died as a result of the halving of their rations, thereby exerting pressure onto their family still on the battle-field, was purposefully murdered. The system of half rations stands exposed and stark and unshamefully as a cold-blooded deed of state policy employed with the purpose of ensuring the surrender of people whom we were not able to defeat on the battlefield

Tuesday, April 5, 2011

open regend:Zolo



เปิดตำนานเรื่องเล่า Zolo
                         ในปี 1821, Don Diego de la Vega (แอนโทนี่ฮอปกินส์) ต่อสู้กับเม็กซิกันในสงครามประกาศอิสรภาพเป็น Zorro, การแก้แค้นส่วนที่ปกป้องชาวนาเม็กซิกันกับสามัญของลาส แคลิฟอเนีย ดอน ราฟาเอล มอนเตโร
, ผู้ว่าราชการจอมโหดท้องถิ่น, เรียนรู้เอกลักษณ์ de la Vega
การสูญเสียแฟนสุดที่รักของ de la  imprisons Montero แล้วศัตรูและใช้เวลาของเขา de la Vega ลูกสาวทารกของ Elena เป็นลูกสาวของเขาและพาหนีไปสเปน
                             ยี่สิบ ปีต่อมาผลตอบแทนจากการเนรเทศ
Montero ในสเปนกับ Elena ซึ่งได้เติบโตขึ้นเป็นหญิงสาวสวย, โดยด้านข้างของเขา เขากำลังวางแผนที่จะเปิดแคลิฟอร์เนียเป็นรัฐอิสระ อย่าง ไรก็ตามการเกิดขึ้นอีกครั้งของเขายังยาวอยู่เฉยๆเดอลาเวก้าที่ได้ใช้เวลากว่า 20 ปีในคุก แหกคุกและวางแผนแก้แค้นส่วนตัวของเขาใน Montero, de la Vega พบขโมย, Alejandro Murrieta ผู้ที่มาพร้อมกับพี่ชายของเขาอย่างมากชื่นชม Zorro เป็นเด็กและยังมีมือเล็ก ๆ ในพระเอกของสุดท้ายยิ่งใหญ่ หาประโยชน์ หลังจากช่วงเวลาสั้น ๆ ของการเพ่งพินิจ, de la Vega ตัดสินใจที่จะใช้เวลา Alejandro เป็นบุตรบุญธรรมของเขา
                                  หลังจากขโมยม้าตัวผู้สีดำคล้าย
Toronado และออกเครื่องหมาย Zorro ของที่ฉาก, de la Vega scolds เขาอ้างว่าเป็นผู้รับใช้ที่ Zorro คน, ไม่ขโมยคนจนหรือนักผจญภัย เขากับความท้าทายที่ จะได้รับความไว้วางใจ Alejandro Montero และก่อให้เกิดเป็นดอน Alejandro Castillo del Y García, ขุนนางไปกับเดอลาเวก้าวางตัวเป็นคนใช้ Bernardo ของเขา ทั้งสองร่วมงานเลี้ยงที่บ้านไร่ของ Montero ซึ่งเขาชื่นชม Elena กำไรและความไว้วางใจ Montero พอที่จะได้รับเชิญให้ประชุมลับ มี, คำแนะนำ Montero ที่วางแผนที่จะเอาคืนแคลิฟอร์เนียสำหรับ Dons โดยการซื้อจากซานตาแอนนาทั่วไปที่ต้องการเงินเข้ากองทุนสงครามที่จะเกิดขึ้น ของเขากับประเทศสหรัฐอเมริกา
                                Alejandro และ Dons จะถูกนำไปเหมืองทองลับที่เรียกว่า"El Dorado"ซึ่งชาวนาและผู้กระทำความผิดจะใช้ในการแรงงานทาส แผนคือการซื้อแคลิฟอร์เนียจาก Santa ทองการใช้แอนนาที่ขุดจากดินแดนของซานตาแอนนา ใน ขณะที่เดอลาเวก้าจะใช้โอกาสที่จะกลายเป็นใกล้ชิดกับ Elena นี้ยังคงวางตัวเป็น Bernardo เขารู้ว่า Montero ยกเธอบอกว่าแม่ของเธอเสียชีวิตในการคลอดบุตร เดอลาเว ก้าส่ง Alejandro เป็น Zorro, ที่จะขโมยแผนที่ที่นำไปสู่​​เหมืองทอง : เขา duels Montero, Love, และฝาครอบของพวกเขาที่บ้านไร่ เมื่อหนี Alejandro, Elena พยายามที่จะเรียกแผนที่ของ Montero แต่เขาหลงใหลจูบก่อนที่เขาจะหลบหนี
                                  กลัว การลงโทษซานตาแอนนาถ้าเขาพบว่าเขาจะถูกชำระด้วยทองคำของเขา
Montero ตัดสินใจที่จะทำลายทุ่นระเบิดพร้อมกับคนงานของตนให้ดีขึ้นซ่อนหลักฐานทั้งหมด     เดอลาเวก้าบอก Alejandro ที่จะปล่อยคนงานของเขาเองเพื่อให้เขาสามารถเรียกคืน Elena : เขามุม Montero ที่บ้านไร่ของเขาและเปิดเผยตัวตนของเขา แต่ถูกจับ ขณะ ที่เขาจะได้รับการออกไป, Elena, แรงบันดาลใจจากโอกาสพบกับผู้หญิงที่ได้รับการพี่เลี้ยงของเธอที่ตลาด, ถาม Montero ชื่อของดอกไม้ที่มีแม่ของเธอแขวนเปลของเธอ : เมื่อมีการเดอลาเวก้าผู้ซึ่งบอก Elena ชื่อของเธอได้ตระหนักถึงความเป็นพ่อของเธอ เธอออกเดอลาเวก้าจากเซลล์ของเขาและพวกเขาดำเนินการเหมือง, ที่ต่อสู้พวกเขาพร้อมกับ Zorro และ Alejandroปล่อยElena ก่อนวัตถุระเบิดจะระเบิด de la Vega พระองค์ ทรงทำให้มีสันติภาพกับ Alejandro ก่อนตายผ่านแมน Zorro กับเขาและให้พรสำหรับ Alejandro และการแต่งงานของเขาที่คาดหวังของ Elena พวกเขาอีกครั้งสร้างบ้านเดอลาเวก้าและมีบุตรชายชื่อ Joaquin, ความเคารพพี่ชายของ Alejandro

Saturday, April 2, 2011

open regend:Hong Gildong

            Hong Gildong เป็นตัวบุคคลในเรื่องเล่าเก่าแก่ของเกาหลี (ชื่อเต็ม Jeon Hong Gildong), เขียนในสมัย​​ราชวงศ์โชซอน เรื่องที่แต่งโดยเหว Gyun และเชื่อว่าได้รับการเขียนในคริสต์ศตวรรษที่ 17 สายที่ 16 หรือต้น Hong Gildong มีชื่อเสียงในการ robbing อุดมไปด้วยการให้อาหารไม่ดีของเขาคล้ายกับพระเอกพื้นบ้านอังกฤษนามโรบินฮูด
ผู้เขียนของนวนิยาย
, เหว กุน  (허균) เป็นที่รู้จักกันในเกาหลีมักจะเป็นนักเขียนของนวนิยายเกาหลีแรก แต่ยังเป็นรากฐานทางปัญญา ครึ่ง หนึ่งของพี่ชายของเขาเหว ซอง ได้ในขณะนั้นกวีที่มีชื่อเสียงและน้องสาวของเขาเหวนันเซฮิยอง หนึ่งของเกาหลีไม่กี่กวีหญิงที่มีชื่อเสียงและศิลปิน เหวกุน ไฝ่ฝันมานานในการเปลี่ยนแปลงประเทศเกาหลีเข้าสู่สังคมยุติธรรมกับ การหลุดพ้นจากอำนาจทรราช

เรื่องของฮอง เกียว ดองเนื่อง จากกฎหมายที่เข้มงวดของระบบขงจื๊อเกาหลีในรัชสมัยของราชวงโชซอน
Heo แสดงความคิดของเขาในนวนิยายเรื่องนี้โดยที่ฮองเป็นลูกนอกสมรสที่ไม่ได้รับการยอมรับจากพ่อและครอบครัวของเขา
พ่อของเขาหลังจากได้ยินจากหมอผีว่าลูกของเขาต้องคำสาป จึงพยายามที่จะฆ่าเขาแต่ไม่สำเร็จ ตกใจและกลัวที่กระทำบิดาของเขาออกไปสู่​​โลกที่เขาจะกลายเป็นขุนโจร เป็นหัวขโมยที่ขโมยของไปมอบให้แก่คนยากจน ความนิยมในสังคมชาวนาของพระองค์และหลายมุมมองเขาเป็นพระเอก ด้วยเหตุนี้เขาเป็นที่ต้องการจากรัฐบาลภายใต้ Yeonsangun และสามารถทำเครื่องหมายว่าเ​​ป็นคนทรยศชาติ ในคำสั่งซื้อจากพระราชา, กองกำลังรัฐบาลพยายามที่จะจับเขาหลายครั้ง   ในที่สุดเขาสามารถควบคุมรัฐบาลได้   และรัฐฯให้เขาปฏิบัติงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สำหรับในขณะที่เขาเป็นที่พอใจกับอาชีพของเขา แต่ต่อมาเขาตระหนักดีว่าผู้คนยังคงประสบ หากต้องการทราบความจริงที่เขาออกเดินทางเพื่อที่จะแสวงหาความจริงจิงมี ในทางของเขาโดยมีโอกาสที่เขาได้ค้นพบประเทศของ Yul สิ่งที่ต้องทำซึ่งเป็นผู้ถูกกดขี่โดยปีศาจ เขาต่อสู้กับปีศาจและจะได้รับเลือกเป็นกษัตริย์ของ Yul สิ่งที่ต้องทำ แต่เขาได้ยินข่าวการตายของพ่อของเขาและรีบกลับไปโชซอนที่จะให้บริการงานศพของบิดาของเขาเป็นเวลาสามปีตามประเพณี บริการหลังของเขาเขากลับไปยัง Yul สิ่งที่ต้องทำโดยที่เขาอาศัยอยู่อย่างมีความสุขเป็นกษัตริย์และวีรบุรุษ
ที่น่าสนใจฮงได้แสดงไว้ที่กลับมาให้บริการงานศพของบิดาของเขาเป็นเวลาสามปีในขณะที่พ่อของเขาพยายามที่จะสังหารปีที่ผ่านมาเขา นี้แสดงให้เห็นสภาพของฮงเป็นพระเอกในใจได้มาจากเหว จิยุน

Feed up

Freebacklink