Can't find topic? find here

Adsense

Saturday, February 18, 2012

ancient Alien

คุณเชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาวหรือเปล่า? ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีรายงานกว่า 100,000 รายงาน ในการพบจานบินหรือมนุษย์ต่างดาวจากทั่วโลก ซึ่งมีทั้งเรื่องจริงหรือไม่จริงบ้าง รวบรวมมาให้ ท่าน 10 เรื่องที่คิดว่าดังที่สุดแล้วสำหรับเรื่องของมนุษย์ต่างดาว เพื่อให้คุณพิจารณาว่ามนุษย์ ต่างดาวมีจริง!!


อับดับที่ 10 เทปวีดีโอผ่าตัดมนุษย์ต่างดาว

ใน ปี 1992 ผู้สร้างภาพยนต์เรย์ ซานติลี อ้างว่าได้ซื้อฟิล์มภาพยนต์ขนาด 16 มิลลิเมตร มีความยาวกว่า 91 นาที(ไม่เปิดเผยถึงราคาที่ซื้อมา) เป็น ฟิล์มภาพยนต์ที่เกี่ยวกับการผ่าตัดซากมนุษย์ต่างดาวหลังเหตุการณ์การตกที่รอ สเวลส์โดยซื้อมาจากช่างภาพของกองทัพ(ไม่เปิดเผยชื่อ)ที่ ถูก มอบหมายให้ทำการถ่ายภาพยนต์การผ่าศพมนุษย์ต่างดาวที่ Fort Worth, Texas เพื่อทำการถ่ายภาพยนตร์ จนกระทั่งในปี 1995 ภาพยนต์ชุดนี้ได้ถูกนำมาออกแสดง และเครือข่ายทีวีของ FOX นำภาพยนตร์ชุด นี้ออกอากาศในรายการ One-hour special ผลปรากฏว่ามีคนสนใจดูมากจนต้องมีการนำมาออกอากาศซ้ำอีกถึงสี่ครั้งหลังจาก นั้นทำให้มีการถ่ายถอดออกไปใน อังกฤษ , เยอรมัน ,ฮอลแลนด์ , บราซิล และอิตาลี

อับดับที่ 9 วงกลมประหลาดบนทุ่งหญ้า (Crop Circles)

ในช่วงปี 1980 เกิดเหตุการณ์ประหลาดคือประจักษ์ต่อชาวโลก ใน 29 ประเทศ ทั่วโลก คือเกิดวงกลมประหลาด หรือสัญลักษณ์ประหลาดที่ทุ่ง ข้าวสาลี ข้าวบาเล่ห์ ข้าว และอื่นๆ โดยจากรายงานการเกิด Crop Circles กว่า 10,000 ครั้ง พบว่าในช่วงปลายปี 1980 นั้น Crop Circles ส่วนใหญ่รูปแบบจะออกมาในลักษณะ เส้นตรงซึ่งจะออกมาคล้ายๆกับสัญลักษณ์ แต่ภายหลังจากปี 1990 รูปแบบของ Crop Circles จะซับซ้อนมาก จนแทบไม่เชื่อว่าเป็นฝีมือของ มนุษย์จะทำได้ นอกเสียจากจะเป็นมนุษย์ต่างดาว แล้วหาเป็นมนุษย์ต่างดาวจริง พวกเขาจะทำทำไม มันเป็นสัญลักษณ์บอกชาวโลกหรือ หรือว่าเป็น ที่จอดยานบิน หรือว่าเป็นการเล่นสนุก??

อับดับที่ 8 การชำแหละวัวในท้องทุ่ง (Cattle Mutilations)


9 มิถุนายน 2005 ได้เกิดปรากฏการณ์ประหลาดวัวตายอย่างลึกลับจำนวนมากในท้องทุ่งในประเทศสหรัฐ อเมริกาและบราซิลและแถบอื่นๆ ทั่วโลก โดย การตายลึกลับนี้แทบไม่เชื่อว่าเป็นฝีมือของมนุษย์จะสามารถทำได้ เพราะแต่ละพื้นที่วัวถูกฆ่าจำนวนมากโดยทั้งหมดนั้นลงมือเสร็จเพียงคืน เดียว โดยส่วนใหญ่ท้องของวัวเคราะห์ร้ายถูกเจาะเป็นรูขนาดใหญ่รูปไข่ ด้วยเครื่องมือบางอย่างและถูกทำให้ไหม้แต่ไม่ใช้เลเซอร์หรือมีด และไม่ มีเลือดไหลออกมาอวัยวะบางส่วนเช่น อวัยวะเพศ ลูกตาและเต้านมโดยเฉพาะลำไส้มักหายไป แต่ไม่มีร่องรอยการดิ้นรนเพื่อหนีความตายของวัว หรือแม้กระทั่งรอยเท้าในบริเวณที่มันตาย มีการศึกษาเพื่อไขปริศนาปรากฏการณ์นี้มีมานานแล้ว ในขณะที่มนุษย์มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า แต่ทว่าก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่ามันเกิดจากอะไร
อับดับที่ 7 การลักพาตัวเบตตี้และบาร์นีย์ ฮิลลส์ (betty and Barney Hil)

คือการลักพาตัวที่โด่งดังที่สุดและเป็นครั้งแรกที่ มนุษย์ต่างดาวลักพาตัวคนในโลก 19 กันยายน 1961 ขณะที่เบตตี้และบาร์นีย์ ฮิลลส์ สองสามีภรรยาขับรถผ่านแดนทะเลทรายของรัฐนิวแฮมเชียร์ จู่ๆ ก็มีจานบินแล่นขวางหน้า และบังคับให้สองสามีภรรยาคู่นี้หยุดรถ สิ่ง มีชีวิตในยานนั้นมีอยู่ 5 คน(ตัว) สูง 5 ฟุต ตาโต ไม่มีจมูก และผิวหนังสีเทา เมื่อคนพวกนี้มาใกล้ สองสามีภรรยาก็รู้สึกเหมือนสะกดจิต ทั้งคู่ ถูกนำตัวเข้าไปในยานและถูกตรวจสอบทางกายภาพ มนุษย์ต่างดาวเหล่านั้นสอบถามสองสามีภรรยาโดยใช้พลังจิต แต่เมื่อเขาพูดกันเองก็พูด ด้วยภาษาแปลกประหลาด จาก นั้นสองสามีก็ถูกลบความทรงจำ และถูกปล่อยตัวออกมา ซึ่งภายหลังสองสามีภรรยาคู่นี้ถูกสะกดจิต ทั้งคู่ก็เล่าเหตุการณ์นี้อย่างละเอียด จน เป็นเรื่องน่าสนใจอย่างมาก จนต้องออกโทรทัศน์รายการพิเศษในปี 1975
อับดับที่ 6 จานบินตกที่รอสเวลล์

ในปี ค.ศ.1948 เมืองรอสเวลล์ เกิดเหตุการณ์วัตถุบินลึกลับตกในพื้นที่ทะเลทรายของชาวเมืองนาม แม็ค บราเซิล วัตถุชิ้นตกและชิ้นส่วนตก กระจัดกระจายเป็นวงกว้าง ไม่นานหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ทางการก็มาถึงและเก็บวัตถุในพื้นที่ที่เกิด เหตุจนหมด ซึ่งผลจากการตรวจสอบตอนแรก บอกว่าวัตถุที่ตกลงมานั้นเป็นวัตถุที่ไม่เคยมีอยู่ในโลก และแต่ละชิ้นโลหะมีคุณสมบัติแปลกประหลาด แต่ถึงอย่างไรเพราะอะไรไม่ทราบสาเหตุ ภายหลังทางการดันกลับคำให้การบอกว่าวัตถุที่ตกลงมาเมืองรอสเวลล์นั้นคือ บอลลูนตรวจสภาพอากาศ? ทำไมต้องกลับคำผลการตรวจสอบ?? แล้ววัตถุบินลึกลับนั้นเป็นจานบินหรือไม่? ไม่มีใครทราบได้ แม้ว่าเหตุการณ์จะล่วงเลยมานานหลายสิบปีแล้ว ก็ตามแต่หลายๆ ฝ่ายยังหวังว่าทางการสหรัฐจะเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้
อับดับที่ 5 แอเรีย 51 (Area 51) คงคุ้นๆกันดีครับกับ พื้นที่นี่้

พื้นที่ แห่งนี้ตั้งอยู่ในกลางทะเลทรายทางตอน ใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย เนวาด้า และอริโซน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี1958 เป็น พื้นที่ที่ลึกลับที่สุดเพราะเป็นเขตหวงห้ามไม่ให้คนนอกเข้าและมีการ รักษาความปลอดภัยสูงสุด แม้ทางการสหรัฐจะบอกว่าพื้นที่นี้เป็นเพียง สถาน ที่ทดสอบอาวุธหรือเครื่องบินรบใหม่ของสหรัฐ แต่มีหลายคนบอกว่าอาจเป็นฐานทัพของมนุษย์ต่างดาวหรือไม่ก็สถานที่ติดต่อกับ มนุษย์ต่างดาว นั่นก็อาจจะเป็นเพราะมีคนจำนวนมาก อ้างว่าได้เห็นวัตถุบินลึกลับหรือ UFO (Unidentified Flying Object) บินอยู่เหนือบริเวณนั้นบ่อยครั้งจน หลายคนสงสัยว่าบริเวณพื้นที่ 51 นั้นต้องมีอะไรมากกว่าสถานที่ซ้อมรบเครื่องบินรบ แน่นอน
อับดับที่ 4 เมื่อมนุษย์ต่างดาวเป็นฆาตกร

วัน ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2491 รัฐเคนตักกี้ อเมริกา เรืออากาศเอก โธมัส แมนเทลล์ จูเนียร์ ได้ขับเครื่องบินซี 118 แถวน่านฟ้าของเมืองแมรีส์วิลล์ เพื่อไป ตรวจสอบการพบเห็น UFO ส่องแสงขนาดใหญ่ และเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ และเงียบเชียบข้ามท้องฟ้า ซึ่งทางฐานทัพก็จับสัญญาณมันได้เช่นกัน แมนเทลล์ขับแล้วไปเจอ UFO ลำนั้นทันที เขารายงานวัตถุนั้นต่อศูนย์เป็นระยะในการติดตาม “พระเจ้า! มันน่ามหัศจรรย์ มันอยู่เหนือผมพอดี และมันใหญ่โตมโหฬารมาก มันดูเหมือนโลหะรูปกลมใหญ่มาก ผมกำลังพยายามไปให้ถึงมัน มันกำลังบินสูง มันเริ่มบินสูง.... พระเจ้า! มันน่า มหัศจรรย์มาก! มันเริ่มร้อน มันร้อน ร้อนมากทีเดียว ผมทำไม่...”จากนั้นสัญญาณก็ถูกตัด เวลาต่อมา มีการพบซากเครื่องบินและศพของเรืออากาศเอกแมนเทลล์ มีรายงานว่าซากเครื่องบินมีรูและรอยขีดข่วนจากความร้อนสูง เหมือนกับว่า เครื่องบินถูกทำลายจากรังสีบางอย่าง ปัจจุบันการตายของแมนเทลล์ยังเป็นปริศนาต่อไป ว่าสิ่งที่เขาพบนั้นคือ UFO จริงหรือไม่?
อับดับที่ 3 การระเบิดที่ไซบีเรีย

เมื่อ วันที่ 30 มิถุนายน 1908 มีการระเบิดอย่างรุนแรงเกิดขึ้นที่ไซบีเรีย เป็นแรงระเบิดที่รุนแรงกว่าฮิโรชิม่าถึง 10 เท่าดังไปค่อนโลก มีบางคน บอกว่า ตนเองได้เห็นแสงไฟและเห็นควันรูปเห็ด อย่างไรก็ตามผลสุดท้ายสาเหตุการระเบิด ไม่มีใครทราบแน่ชัด ในปี 1927 นักวิทยาศาสตร์ชาวโซเวียต ได้ออกทำการสำรวจและพบบริเวณที่เกิดการระเบิดนั้น ซึ่งกินบริเวณกว้างขวางถึง 800 ตารางไมล์ จากการลงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ แรงระเบิดนั้น ไม่ใช่เพราะอุกกาบาตแน่ มีบางคนบอกว่ามันอาจเป็นดาวหาง อาจเป็นเสี้ยวหนึ่งของหลุมดำ หรือ อาจเป็นแสงเลเซอร์จากดวงดาวอื่นก็ได้ อเล็กซานเดอร์ คาซานท์เซฟ วิศวกรด้านอาวุธของรัสเซียลงความเห็นว่า มันเป็นพวกยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาว ซึ่งขณะบินทำการสำรวจโลก ตกลงมา และเกิดระเบิดขึ้น
อับดับที่ 2 เด็กจากโลกอื่น
ใน เดือนสิงหาคม 1887 ในสเปน มีเด็กสองคน ซึ่งมีผิวหนังสีเขียวเป็นมันวาว และมีดวงตารีเฉียง เดินออกมาจากถ้ำแห่งหนึ่ง เด็กสองคนนั้นสวม เสื้อผ้าที่ทำจากวัตถุประหลาด และพูดภาษาประหลาดที่ผู้เชี่ยวชาญภาษาจากบาร์เซโลนาไม่เข้าใจ และไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นภาษาอะไร เด็กที่เป็น ผู้ชายตายก่อน ส่วนเด็กผู้หญิงยังอยู่ต่อมาและหัดพูดภาษาสเปนได้จนคล่องเธอเล่าว่าเธอถูกนำ มาจากดินแดนแห่งหนึ่งซึ่งมีแต่ยามสนธยามี พระอาทิตย์ขึ้น และถูกหอบมาทิ้งไว้ที่ถ้ำนั่น ดิน แดนที่ว่านั้น เป็นดินแดนของดาวอีกดวงหนึ่งใช่หรือไม่ หรือว่าพวกเธอถูกส่งตัวมายังโลกด้วย ยาวอวกาศหรือเปล่า หรือมาจากมิติที่สี่ก็เป็นได้
อับดับที่ 1 เครื่องบิน 1000 ปี

จาก จำนวนวัตถุลึกลับเกี่ยวกับจานบิน ชิ้นนี้ดังที่สุด ซึ่งถูกพบในโคลัมเบีย อเมริกาใต้ มีอายุมากกว่า 1000 ปี มีลักษณะเหมือนเครื่องบินเจ็ท ปีกเป็น รูป สามเหลี่ยมของยุคปัจจุบัน มีที่นั่งนักบินอยู่ตรงส่วนหัวและมีหางเหมือนเครื่องบินปัจจุบันด้วย ซึ่งแน่นอนชาวพื้นเมืองในโคลัมเบียคงไม่สามารถ สร้างเครื่องบินนี้แน่ โดยเฉพาะเมื่อ 1000 ปีก่อน อาจ เป็นไปได้ว่ามนุษย์ต่างดาวได้เดินทางมาถึงอเมริกาใต้ ในยานอวกาศใต้ ในยานอวกาศที่มีรูปร่างเหมือนเครื่องบินเจ็ทตั้งแต่เมื่อ 1000 ปีมาแล้ว และคงสร้างยานลำนี้ไว้เป็นที่ระลึก


เครดิต
http://board.postjung.com/576075.html

Monday, December 19, 2011

Boer War (South African War (1899-1902)


Boers: บัวร์
เป็นชื่อของประชาชนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในแอฟริกาเป็นครั้ง แรก ส่วนใหญ่เป็นลูกหลานพวกฮิวเกอโนต์ (Huguenots) หรือดัทช์ และลูกหลานต่อมาของคนกลุ่มนี้ถูกเรียกว่า "Afrikaners" มาตั้งถิ่นฐานครั้งแรกที่แหลมกู้ด โฮบ (Cape of Good Hope) ค.ศ.1652 ในนามบริษัทอินเดียตะวันออกของดัทช์ (Dutch East India Company) จนต่อมาเมื่ออังกฤษเข้ายึดครองดินแดนแถบนี้ใน ค.ศ.1815 พวกบัวร์พยายามต่อต้านอังกฤษระหว่างสงครามบัวร์ ค.ศ.1899-1902 ในที่สุดถูกรวมเข้ากับสหภาพแอฟริกาใต้

Boer War (South African War (1899-1902): สงครามบัวร์ (พ.ศ.2442-2445)
เป็น สงครามระหว่างพวกบัวร์ในออเรนจ์ ฟรี สเตท (Orange Free State) และสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ (South Afriacan Republic: Transvaal) กับอังกฤษ มีสาเหตุจากการแย่งเขตแดนในแอฟริกาใต้ จนถึงเมื่อมีการค้นพบทองคำในทรานสวาล (ค.ศ.1836) ทำให้อังกฤษพยายามปกป้องคนในบังคับของตน ฝ่ายบัวร์ก็ต้องการปกป้องที่ดินของตน จึงออกฎหมายต่อต้านชาวต่างประเทศ เปิดฉากทำสงครามกับอังกฤษวันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ.1899 พวกบัวร์ได้เปรียบในตอนแรก แต่พอถึง ค.ศ.1900 อังกฤษปรับปรุงกองทัพใหม่นำโดย ลอร์ด เอช คิทเชนเนอร์ (Lord H. Kichener) ขับไล่กองทัพสาธารณรัฐแอฟริกันที่มีผู้นำ คือครูเกอร์ (P.Kruger) จนเขาต้องหนีไปยุโรปใน ค.ศ.1900 อังกฤษผนวกทรานสวาล แต่ก็ต้องต่อสู้กับสงครามกองโจรต่อมาถึง ค.ศ.1902 ในที่สุดตกลงทำสนธิสัญญาเวอร์เรียนไนจิง (Treaty of Vereeniging) วันที่ 31 พฤษภาคม ค.ศ.1902 พวกบัวร์ยอมอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ แลกกับการได้มีสภาผู้แทนในอนาคต กับต้องต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามส่วนหนึ่งด้วย


โบอานั้่นเกิดขึ้นครั้งแรก

The Boer Wars (known in Afrikaans as Vryheidsoorloë (lit. "freedom wars")) were two wars fought between the British Empire and the two independent Boer republics, the Oranje Vrijstaat (Orange Free State) and the Republiek van Transvaal (Transvaal Republic).

Contents

 [hide

[edit] First Anglo-Boer War

The First Anglo-Boer War (1880–1881), was a rebellion of Boers (farmers) against British rule in the Transvaal that re-established their independence. The conflict occurred against the backdrop of the Pretoria government becoming increasingly ineffective at dealing with growing claims on South African land from rival interests within the country.

[edit] Second Anglo-Boer War

The Second War (1899–1902), by contrast, was a lengthy war—involving large numbers of troops from many British possessions, which ended with the conversion of the Boer republics into British colonies (with a promise of limited zelf-bestuur). These colonies later formed part of the Union of South Africa. The British fought directly against the Transvaal and the Oranje Vrijstaat, defeating their forces first in open warfare and then in a long and bitter guerrilla campaign. British losses were high due to both disease and combat. The policies of "scorched earth" and civilian internment in concentration camps (adopted by the British to prevent support for the farmers/Boer commando campaign) ravaged the civilian populations in the Transvaal and the Oranje Vrijstaat.

[edit] Controversy and significance


Boer women and children in a British concentration camp.

Lizzie van Zyl who died in the Bloemfontein concentration camp.

The burning of a Boer farm.
During the later stages of the Second Boer War, the British pursued the policy of rounding up and isolating the Boer civilian population in concentration camps, one of the earliest uses of this method by modern powers. The wives and children of Boer guerrillas were sent to these camps, which had poor hygiene and little food. Many of the children in these camps died, as did some of the adults.[citation needed] This attracted hostility from, in particular, the German Empire.[citation needed]
This led to a change in approach to foreign policy from Britain, which now set about looking for more allies. To this end, the 1902 treaty with Japan in particular was a sign that the British Empire feared attack on its Far Eastern empire and saw this alliance as an opportunity to strengthen its stance in the Far East. This war led to a change from "splendid isolation" policy to a policy that involved looking for allies and improving world relations[citation needed]. Later treaties with France ("Entente cordiale") and Russia, caused partially by the controversy surrounding the Boer War, were major factors in dictating how the battle lines were drawn during World War I.[citation needed]
The Boer War also had other significance. The Army Medical Corps discovered that 80% of men presenting for service were physically unfit to fight.[citation needed] This was the first time in which the government was forced to take notice of how unhealthy the British population was.[citation needed] This strengthened the call for the liberal reforms of the first decade of the twentieth century.[citation needed]
A British journalist, WT Stead, wrote: "Every one of these children who died as a result of the halving of their rations, thereby exerting pressure onto their family still on the battle-field, was purposefully murdered. The system of half rations stands exposed and stark and unshamefully as a cold-blooded deed of state policy employed with the purpose of ensuring the surrender of people whom we were not able to defeat on the battlefield

Feed up

Freebacklink